ชมรมพระเครื่อง



สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในจังหวัดเพชรบุรี มีพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิและขลังๆ อยู่หลายรูปด้วยกัน ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในวันนี้ผมจะมาเล่าถึงหลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังในวิทยาคมมากรูปหนึ่งในอดีตครับหลวงพ่ออบ ท่านเป็นชาวเพชรบุรี เกิดในสกุล กลีบจงกล โยมบิดาชื่อ ผึ่ง โยมมารดาชื่อ เพี้ยน ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2452 ที่บ้าน ต.หัวสะพาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี ชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงพ่อต้องต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการโดยอุปนิสัยของหลวงพ่อท่านเป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง เด็ดขาด รักพวกรักพ้องและติดจะเป็นนักเลงเต็มตัว ไม่กลัวคนแบบถึงไหนถึงกัน ดังนั้น ชีวิตในวัยรุ่นของท่านจึงเต็มไปด้วยการต่อสู้แบบลูกผู้ชายอยู่เนืองๆ

ในปี พ.ศ.2473 หลังจากหลวงพ่อท่านได้เกณฑ์ทหาร และไม่ถูกคัดเลือก ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดถ้ำแก้ว โดยมีท่านอาจารย์ทิม วัดโคก เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์อยู่เจ้าอาวาส วัดถ้ำแก้ว เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำแก้ว ศึกษาคันถธุระวิปัสสนากรรมฐาน และพุทธาคมอยู่กับพระอาจารย์อยู่ 2 พรรษา ต่อจากนั้นท่านก็ได้ออกธุดงควัตรอยู่ทุกปี ได้ร่ำเรียนวิชากับพระอาจารย์ที่เก่งๆ หลายรูป เท่าที่จำได้ก็คือ พระอาจารย์วัดราชบัวขาว ปราจีนบุรี หลวงปู่นาค วัดหัวหิน พระอาจารย์หยอย วัดถ้ำแก‰ว นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิทยาคมกับโยมแสง ซึ่งเรืองวิทยาคมโด่งดังมากในสมัยนั้น

หลวงพ่ออบท่านเป็นพระที่ทำอะไรก็ขลัง เรื่องน้ำมนต์ตำรับวัดถ้ำแก้วนี้มีชื่อเสียงมาก มีผู้คนไปให้ท่านช่วยอาบน้ำมนต์ให้มีขาดสาย เรียกว่าน้ำไม่เคยแห้งจากพื้นวัดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ท่านยังมีแผนโบราณอยู่ 2 ขนาน ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงไม่สิ้นอายุขัยจริงๆ แล้วเป็นหายทุกรายไป ส่วนเรื่องคงกระพันชาตรีนั้นก็เป็นเลิศมีคนมาขอผ้ายันต์และลองกันอยู่เสมอ ใครมาขอให้ท่านทำน้ำมนต์ให้ หรือมาขอของขลัง ท่านก็ทำให้จนท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และช่วยกันบริจาคทรัพย์เพื่อทำนุบำรุงวัดถ้ำแก้ว เงินทุกบาทท่านก็นำมาซื้อที่ดินเพิ่ม และสร้างวัดจนเจริญมาจนทุกวันนี้

ในสมัยที่ท่านและหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านทั้งสองก็สนิทสนมกันมากไปมาหาสู่กันโดยตลอด เนื่องจากวัดทั้งสองไม่ห่างกันมากนัก หลวงพ่อแดงท่านยังเคยบอกกันคุณจาตุรนต์ สิงหะ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของ ท่านว่า "หลวงพ่ออบวัดถ้ำแก้วเขาขลังไม่ใช่เล่นนะ ต่อไปเขาจะแทนฉัน"

สำหรับเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่ออบ ท่านสร้างในปี พ.ศ.2516 โดยคณะศิษย์ได้ขออนุญาตท่านจัดสร้างขึ้น และจ่ามานิตย์ ปัทพี นักนิยมสะสมพระเครื่องคนดังในสมัยนั้น ได้บอกไปยังมิตรสหาย ได้รวบรวมโลหะอาถรรพณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เนื้อพระพุทธรูปเก่าๆ ที่ชำรุดทุกสมัย พระเนื้อชินหักๆ ตะกรุดเก่าๆ ตะขอช้างเหล็กยอดเจดีย์ เหล็กราวเทียน ลูกสะกด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีแผ่นทองแดงที่หลวงพ่ออบท่านก็ได้จารบนแผ่นโลหะตามสูตร นำมาหลอมรวมและรีดเป็นแผ่นโลหะ ในการสร้างเหรียญ จากนั้นหลวงพ่ออบท่านยังปลุกเสกเดี่ยวอีกหนึ่งไตรมาส เหรียญนี้ จึงเป็นเหรียญที่มีประสบการณ์ต่างๆ มาก มาย และเป็นเหรียญดีที่น่าจะหาไว้บูชา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังพอหาได้ไม่ยากนัก สนน ราคาก็คงไม่สูงมากครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว เพชรบุรีมาให้ชมกันครับ



ที่มา   ข่าวสด

มหามงคล88ปลอดภัย 'หลวงปู่เพ็ง จันทรังสี'



พระเกจิอาจารย์เรืองนามของจังหวัดศรีสะเกษ ถือว่าไม่ด้อยกว่าจังหวัดใดในภาคอีสาน โดยอันดับต้นๆ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีก็ต้องมี หลวงปู่มุม อินท ปัญโญ วัดปราสาทเยอร์ อ.ไพรบึง เจ้า ของวัตถุมงคลดังหลายชนิด อีกหนึ่งองค์ คือ หลวงปู่อ้วน โสภโณ วัดบ้านโนนค้อ อ.โนนคูณ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นเกจิร่วมยุคเดียวกัน และสร้างลูกศิษย์ลูกหาสืบทอดตำรับตำราพุทธาคมไว้ไม่น้อย 

พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองศรีสะเกษยุคปัจจุบันที่เป็นศิษย์เอกของท่านทั้งสองนั่นคือ "พระครูโสภณจันทรังสี" หรือ "หลวงปู่เพ็ง จันทรังสี" เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรีละทาย ต.ละทาย อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ อายุ 87 ปี พระเถระที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม สันโดษ เรียบง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ความรู้สึกอบอุ่นทางใจแก่ ผู้ที่ได้พบเห็น โดยเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับ หลวงปู่สังข์ วัดนากันตรม และ หลวงปู่ประสาร อรหปัจจโย วัดโนนผึ้ง 

ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านมีหลายรุ่น ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์มากมาย อย่างเช่นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก ออกปี 2524 เป็นที่เสาะหาของบรรดาศิษย์สายตรงอย่างมาก เพราะเชื่อในพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดปลอดภัยที่ปรากฏให้พบเห็นอยู่เสมอ




ก่อนบวชท่านเป็นชาวบ้านละทาย อ.กันทรา รมย์ จ.ศรีสะเกษ โดยกำเนิด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2466 เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน พี่น้อง 7 คน ของ นายผาง และ นางคำตา พละศักดิ์ ซึ่งพี่น้องปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเติบใหญ่ปี 2484 ได้เข้ารับราชการเป็นครูประชาบาล ตำแหน่งครูโรงเรียนบ้านอาลัย ต.จาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นครั้งแรกในชีวิต อยู่ได้ไม่นานก็ลาออก ปี 2485 เข้ารับราชการเป็นครู ครั้งที่ 2 โดยได้บรรจุเป็นครูโรงเรียนบ้านสำอาง อ.ธาราปริวัติ เมืองนครจำปาศักดิ์ 

"หลวงปู่เพ็ง" ได้นำชาวบ้านละทายสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น เพราะหลังเก่าชำรุด ไม่เหมาะและไม่สะดวกในการทำสังฆกิจตามยุคตามสมัย ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ท่านได้จัดหาที่ดินสร้างสถานีอนามัยของหมู่บ้าน นำชาวบ้านตัดถนนเข้าวัดอีกเส้นหนึ่ง เพราะทางเดินไม่สะดวก สร้างหอระฆัง สร้างฌาปนสถาน ศาลาบำเพ็ญบุญ สร้างวัดป่าจันทรังสี (ปัจจุบันคือวัดบ้านโอ้น) ขยายเนื้อที่วัดให้กว้างขวางเพียงพอแก่การใช้ในศาสนกิจ




บ้านและผู้มีจิตศรัทธาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร สูงพร้อมทั้งฐาน 17 เมตร ตามรูปแบบองค์พระปางมารวิชัย พร้อมเสมาธรรมจักร 1 คู่ อัครสาวกสารีบุตร โมคคัลลาน์ และฉัพพรรณรังสี ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี 1 เดือน 19 วัน ได้สำเร็จดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ นับเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในแถบนี้

สำหรับปี 2554 นี้ท่านจะเจริญอายุครบ 88 ปี คณะศิษย์จึงจัดสร้างวัตถุมงคล "รุ่นมหามงคล 88 ปลอดภัย" เพื่อหาปัจจัยจัดซื้อเตียงผู‰ป่วยให้กับอนามัยบ้านละทาย และสมทบทุนจัดสร้างซุ้มประตูวัดโพธิ์ศรีละทาย 

รูปแบบที่จัดสร้างคือ พระปรกใบมะขามรุ่นแรก เนื้อเงิน-นวะ-อัลปาก้า-ทองแดง พระปิดตาผงพุทธคุณจันทร์เพ็ญ รุ่นแรก แบบบรรจุตะกรุดทองคำ-เส้นเกศา, บรรจุตะกรุดเงิน-เส้นเกศา, บรรจุตะกรุดทองแดง-เส้นเกศา, บรรจุเม็ดข้าวสารศักดิ์สิทธิ์, เหรียญรูปไข่นั่งเต็มองค์ รุ่นแรกเนื้อเงินลงยา 2 หน้าราชาวดี หน้าน้ำเงินหลังแดง เนื้อเงินลงยาหน้าเดี่ยว สีแดง และสีน้ำเงิน, เนื้อนวะหน้ากากเงิน, เนื้อนวะธรรมะ เนื้ออัลปาก้า เนื้อทองฝาบาตร, ล็อกเกตเต็มองค์รุ่นแรก ฉากทองจัมโบ้ ปิดด้วยแผ่นเงินหลังจาร, ฉากทองเบอร์ 1 ปิดด้วยแผ่นเงินหลังจาร, ฉากฟ้าเบอร์ 1 ปิดด้วยแผ่นทองแดงหลังยันต์, ตะกรุดโทน ยาว 4 นิ้ว จารมือ-ตอกโค้ดทุกดอก 

ศิษยานุศิษย์ที่สนใจร่วมบุญสั่งจองได้ถึงวันที่ 10 ก.พ.2554 หลังจากนั้นหลวงปู่เพ็งกำหนดอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวในวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. 2554 

รับวัตถุมงคลได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. เป็นต้นไป 


ที่มา   ข่าวสด

พระไพรีพินาศ วัดบวรฯ



ในยุคนี้ถ้าจะพูดถึงพระไพรีพินาศ หลายๆ คนก็มักจะนึกไปถึงพระกริ่งไพรีพินาศ ปี พ.ศ.2496 อันโด่งดัง ซึ่งสร้างในวาระที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโก สินทร์ ในโอกาสทรงฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษา ความจริงแล้วนาม "พระไพรีพินาศ" เป็นนามของพระพุทธรูปศิลาแกะโบราณ ซึ่งมีผู้นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่สมัยพระองค์ทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันประดิษฐานในเก๋งน้อย ที่สร้างใหม่ ณ ทักษิณชั้นบนของพระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร 

พระไพรีพินาศเป็นพระพุทธรูปศิลาแกะ ศิลปะบายน ประทับนั่งแสดงปางประทานอภัย ขนาดหน้าตักกว้าง 1 คืบ 4 นิ้ว (ประ มาณ 33 ซ.ม.) และความสูงตลอดถึงปลายพระรัศมี 1 ศอก (ประมาณ 53 ซ.ม.) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงมีพระวินิจฉัยในสาสน์สมเด็จว่า "พระไพรีพินาศเป็นพระพุทธรูปแบบมหายานปางประทับนั่งประทานอภัย กล่าวคือ มีพระพุทธลักษณะเหมือนพระปางมารวิชัย คือ พระหัตถ์ขวาที่วางอยู่บนพระชานุ"




รูปองค์นี้ได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏ กำราบอริราชศัตรูที่คิดปองร้ายองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ต้องมีอันเป็นไปและพ่ายแพ้ภัยตนเอง เช่น ในช่วงที่มีเหตุการณ์วุ่นวายในราชสำนัก มีผู้คิดคดกบฏต่อราชบัลลังก์ หลังจากได้พระพุทธรูปองค์นี้มา เหตุการณ์ร้ายต่างๆ ก็คลี่คลาย สามารถจับตัวกบฏมาสำเร็จโทษได้ ฯลฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ว่า "พระไพรีพินาศ" ตั้งแต่นั้นมา

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ค้นพบในระหว่างบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์ 96 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี พ.ศ.2507 เป็นกระดาษพับสอดไว้ใต้ฐานมีอักษรเขียนว่า "พระสถูปเจดีย์ศิลาบัลลังก์องค์ จงมีนามว่าพระไพรีพินาศเทอญ" และอีกด้านเขียนว่า "เพราะตั้งแต่ทำมาแล้วคนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ" 

สำหรับการจัดสร้าง "พระกริ่งไพรีพินาศ" ซึ่งสร้างในวาระที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีพระชนมายุครบ 80 พรรษานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับบำเพ็ญกุศลฉลองพระชนมายุถวายเป็นพระราชกุศล ได้มีการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมา ทีฆายุมหามงคล จัดสร้างวัตถุมงคลนามว่า "พระไพรีพินาศ" โดยจำลองพุทธลักษณะของพระไพรีพินาศ อันเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลพึงกำจัดกิเลส ความหลง อันเป็นไพรีภายในใจตนเอง ซึ่งการเอาชนะใจตนเองได้นั้นเป็นการประเสริฐยิ่งกว่าการเอาชนะผู้อื่นใดๆ ทั้งสิ้น ในครั้งนั้นนอกจากพระกริ่งไพรีพินาศแล้วยังจัดสร้างทั้งพระบูชา พระชัยวัฒน์ เหรียญ ตลอดจนหม้อน้ำมนต์ ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุมงคลของวัดบวรนิเวศวิหารที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมทั้งสิ้น




ปัจจุบันมีการจัดสร้าง "พระไพรีพินาศ" อีกครั้งหนึ่ง สืบเนื่องจากในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา คม พ.ศ.2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระพรหมมุนี (จุนท์ พรหมคุตโต ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระสมเด็จพระวันรัต คณะศิษยา นุศิษย์จึงประชุมหารือจัดสร้างสิ่งมงคลเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญ โดยขออนุญาตต่อคณะกรรมการวัดบวรนิเวศวิหารจัดสร้างพระไพรีพินาศ ขนาดบูชา หน้าตัก 3 นิ้ว จำนวน 108 องค์ ที่ฐานด้านหน้ามีลายมือของสมเด็จพระวันรัต ว่า "ไพรีพินาศ" ด้านหลังมีตรา "จพ" ลงยาในกรอบรูปไข่ และมีหมายเลขไทยและอารบิกกำกับตั้งแต่หมายเลข 1-108 ทั้งนี้ ได้นำเข้าร่วมพิธีมังคลาภิเษกพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2553 โดยสมเด็จพระวันรัตและพระคณาจารย์อีก 8 รูป ร่วมอธิษฐานจิต 

พระบูชาไพรีพินาศนี้นับเป็นพระไพรีพินาศรุ่นแรก ในเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต และจัดสร้างจำนวนน้อยมาก ได้เปิดให้ลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนเช่าบูชาองค์ละ 1,999 บาท โดยรายได้สมทบทุนมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ที่มา   ข่าวสด

พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์(15) ยอดนิยมนักสะสมชื่นชอบ


พระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญ / พระชัยวัฒน์ป้อมใหญ่

มาว่ากันที่ "พระชัยวัฒน์" ยอดนิยมอีก 2 รุ่น เรื่องราวของพระชัยวัฒน์นั้น มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระเกจิอาจารย์นิยมนำโลหธาตุที่เป็นมงคลมาเททองหล่อ เป็นพระชัยวัฒน์ตามฤกษ์ผาพาทีที่กำหนด และได้มอบให้กับศิษยานุศิษย์เพื่อนำไปบูชาพกพาอาราธนาติดตัว มีความเชื่อกันว่าจะชนะทุกอย่าง ชนะโรคภัยไข้เจ็บ ชนะภูตผีปีศาจ ชนะคนอิจฉาริษยา ชนะความยากความจน และจะทำให้มีอายุยืนยาวนาน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และเป็นมหาเศรษฐี 

"หลวงปู่บุญ" ถือว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดัง เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำนครชัยศรี จ.นครปฐม พระเนื้อโลหะที่ท่านสร้างมาถึงปัจจุบันมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว อย่าง พระชัยวัฒน์ (พระช่อ) เป็นพระเครื่องเนื้อโลหะแบบลอยองค์ สร้างโดยหลวงปู่บุญ ในสมัยก่อนเรียกกันว่า "พระช่อ" เพราะเป็นพระหล่อเป็นช่อ และยังมีเหลืออยู่ในช่อ เก็บอยู่ที่ "พิพิธภัณฑ์วัดกลางบางแก้ว" ถึงทุกวันนี้



พระชัยวัฒน์เนื้อผงน้ำเต้าเอียง

พระชัยวัฒน์มีอยู่หลายพิมพ์ เช่น พิมพ์ชะลูด (รวมถึงพิมพ์ ร.ศ.118) พิมพ์ต้อ (พิมพ์ขัดสมาธิบัวชั้นเดียว) พิมพ์ป้อมเล็กใหญ่ พิมพ์ป้อมเล็ก พิมพ์คอหนอก พิมพ์พระชัยวัฒน์ของอาจารย์พา และพิมพ์อื่นๆ เนื้อขี้นกเขาเปล้า (คล้ายเนื้อชินหรือดีบุก)

การสร้างพระชัยวัฒน์หรือพระช่อ เนื้อโลหะผสม สร้างโดยประมาณปี 2460-2470 ครั้งนั้น "หลวงปู่บุญ" ได้นำเอาโลหะผสม เช่น แผ่นยันต์ แผ่นจาร และทองโบราณ เงินโบราณ เครื่องใช้สำริด และพระบูชาพระกรุ ซึ่งแตกหักชำรุดเสียหายนำมาเททองหล่อหลอมเป็นพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ และปลุกเสกตามฤกษ์ผาพาที มอบให้กับศิษยานุศิษย์ ผู้ที่ได้รับมอบก็นำไปพกพาอาราธนาติดตัว ก็เกิดปาฏิหาริย์ อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย อุดมไปด้วยโชคลาภ ถึงเวลาคับขัน บางท่านก็ตั้งนะโม 3 จบ และระลึกถึงหลวงปู่บุญ อธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ ขจัดปัดเป่าเสนียดจัญไร โรคภัยไข้เจ็บหายอย่างมหัศจรรย์



หลวงปู่บุญ

ทุกวันนี้ทุกคนก็สมความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ จึงทำให้พระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญทุกพิมพ์มีราคาเช่าบูชากันด้วยหลักแสน และปัจจุบันก็เป็นที่ต้องการของศิษยานุศิษย์อีกเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นของที่หายากบางคนมีเงิน หาซื้ออะไรหาซื้อได้ แต่หาซื้อพระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญไม่ได้ จึงถือว่าเป็นของหายากสุดๆ 

อีกรุ่น "พระชัยวัฒน์เนื้อผง น้ำเต้าเอียง ครึ่งซีก" วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ สร้างปี 2485 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลตกค้างจากผู้ที่สะสมเก็บรักษาวัตถุมงคลชุดนี้ และมีจำนวนไม่มากนัก "เจ้าคุณศรีสนธิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม" ศิษย์พุทธาคม สมเด็จพระสังฆราช (แพ) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ที่มีราคาเช่าบูชากันองค์หนึ่งหลักล้านหลักแสน 

ท่านเจ้าคุณศรีสนธิ์ ได้รวบรวมผงวิเศษ 5 ประการ อาทิ ผงอิทธิ ปถมัง ตรีนิสิงเห มหาราช พุทธคุณ จากหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และพระอาจารย์ในยุคนั้น มาผสมกับว่านมหามงคลที่เป็นสีขาว เช่น เสน่ห์จันทร์ขาว เป็นต้น 
เป็นส่วนผสมของ พระชัยวัฒน์เนื้อผง น้ำเต้าเอียง ครึ่งซีก ถือว่าเป็นครั้งแรกของการสร้างพระชัยวัฒน์เนื้อผง เจ้าคุณศรีสนธิ์ ปลุกเสกอธิษฐานจิตหลายวาระ

เป็นพระชัยวัฒน์ที่หายากแล้วทั้งคู่!!!


ที่มา   ข่าวสด

เหรียญหลวงพ่อพิธ



"หลวงพ่อพิธ" พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดฆะมัง ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร จากการสืบค้นประวัติไม่ปรากฏฉายานามแต่อย่างใด ท่านเป็นศิษย์สืบสายธรรมจากหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร 

นามเดิมของท่านคือ พิธ ขมินธกูล เกิดที่บ้านบางเพียร หมู่ 4 ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2418 เป็นบุตรของท่านหิรัญสมบัติ (ประดิษฐ์ ขมิน ธกูล) 

อายุ 22 ปี ท่านได้อุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2440 ณ พัทธสีมาวัดบึงตะโกน อ.เมือง จ.พิจิตร ภายหลังอุปสมบทท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม วิชาสมถวิปัสสนา วิทยาคม และวิชาแพทย์แผนโบราณ 

หลวงพ่อพิธมีความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนธรรมด้วยจิตใจนอบน้อมถ่อมตน ทั้งกาย วาจา ใจ รับวิชาธรรมต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ด้วยความตั้งใจมั่น จนเป็นพระผู้ซึ่งเป็นที่เชิดชูบูชาของมหาชนหลายจังหวัด 

หลวงพ่อพิธได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2488 สิริอายุ 70 ปี

เมื่อหลวงพ่อพิธมรณภาพ หลังจากประชุมเพลิงแล้ว มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น คือ ดวงตาทั้งสองของท่านไฟเผาไม่ไหม้ และทางวัดฆะมังยังเก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้ ชาวบ้านเลยเรียกขานท่านว่า "หลวงพ่อพิธตาไฟ"

ท่านได้สร้างสุดยอดเครื่องรางของขลังตะกรุดที่มีประสบการณ์พุทธคุณกล่าวขวัญเลื่องลือกันไปทั่ว อย่างไรก็ตาม ท่านได้สร้างเหรียญวัตถุมงคลหลายรุ่น แต่ที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักสะสมนิยมพระเครื่อง คือ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อพิธ รุ่นปี พ.ศ.2462 

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปใบมะยม มีหูห่วง จัดสร้างเนื้อทองแดง 

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญเป็นจุดไข่ปลาล้อมรอบ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อพิธนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ ใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า "หลวงพ่อพิธ" 

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์อักขระโบราณ

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อพิธจัดสร้างล้วนแต่มีความประณีต พิถีพิถันด้านพิธีกรรมทุกเหรียญ ทั้งนี้ หลวงพ่อพิธอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว ทำให้ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่อง

เหรียญหลวงพ่อพิธเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี อาวุธไม่ระคายผิว เป็นเหรียญที่มีประสบการณ์ด้านพุทธคุณมากมาย ผู้ที่มีไว้ครอบครองล้วนประสบโชคดีอย่างน่าอัศจรรย์ 

ทุกวันนี้ราคาเช่าในปัจจุบันค่อนข้างสูงมาก นับเป็นเหรียญหายากเหรียญหนึ่งในเมืองพิจิตร เหรียญรุ่นดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกตามเก็บเข้ากรุ


ที่มา   ข่าวสด

หลวงปู่ทวดบูชา5นิ้ว สมเด็จพระมหาวีรวงศ์



ในวาระที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ คณะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม พระอารามหลวง กรุงเทพฯ เจริญอายุวัฒนมงคล 93 ปี เป็นการประกาศถึงการเลื่อนฐานานุศักดิ์ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่ สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่มีอายุพรรษากาลมากที่สุด จริยาวัตรปฏิบัติ สมกับการเป็นอาจาริยสุปฏิปันโน สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร งดงามด้วยการครองตน เปี่ยมไปด้วยเมตตาเป็นที่ยอมรับและเลื่อมใสศรัทธา หนึ่งในพระกรรมฐานเอกอุ ด้วยท่านญัตติสามเณรธรรมยุต กับ พระอาจารย์สิงห์ ขันต ยาคโม เป็นพระอุปัชฌาย์ และออกเดิน ธุดงค์ติดตามพระธุดงค์กัมมัฏฐานสาย พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์ ไปทั่วจังหวัดภาคอีสาน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ยังเป็นหลาน พระอาจารย์หลวงปู่ขาว อนาลโย อีกด้วย 



สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้อธิษฐานจิตเชิญญาณบารมีหลวงปู่ทวด สถิตในวัตถุมงคล "หลวงปู่ทวดรุ่นแรก ขนาดบูชา 5 นิ้ว" ผงที่บรรจุที่ฐาน หลวงปู่ทวดรุ่นนี้ เป็นผงเก่าที่เคยสร้างหลวงปู่ทวด ปี 2506 

มีประวัติว่า นำดินกากยายักษ์ ผงพุทธคุณหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ดินเหนียวจากจังหวัดสมุทรสาคร ผงพุทธคุณของพระวิบูลเมธาจารย์ (หลวงพ่อเก็บ) วัดดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผงพุทธคุณของพระเทพคุณาธาร (เซี้ยง) วัดเจริญสุขาราม จังหวัดสมุทรสงคราม น้ำมนต์พระประธานจากวัดสัมพันธวงศ์ซึ่งเก็บไว้ โดยน้ำมนต์นี้ทางวัดได้เชิญโยคีฮาเร็บ และ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ มาเป็นเจ้าพิธี เพื่อประกอบพิธีปลุกเสกพระผงมงคลมหาลาภ เมื่อปี 2499 ที่พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ ผงใบลานที่เหลือจากการสร้างพระพุทโธน้อยแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม เกสร 108, ว่าน 108 ของพระมหารัชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสกเถระ) วัดสัมพันธวงศ์ ได้รับการปลุกเสก 3 ครั้ง 

ครั้งที่ 1 อธิษ ฐานจิตปลุกเสกผงพุทธคุณให้เป็นพิเศษจาก พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี นอก จากนั้นยังมีการนิมนต์มาปลุกเสกเดี่ยวที่วัดด้วย โดย พ.อ.โท เนินกร่าง ได้นิมนต์มาปลุกเสกเดี่ยวที่วัดสัมพันธวงศ์ ครั้งที่ 2 ได้นำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ที่วัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เมื่อปี 2506 ได้รับการอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวจาก แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ผู้ทรงคุณวิทยาคุณแห่งสำนักวัดสัมพันธวงศ์ ผงนี้จึงมีพุทธคุณสูงมากในยุคนั้น ที่จัดสร้างจากสุดยอดมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากภาคใต‰ คือ ดินกากยายักษ์ และผงใบลานพระพุทโธน้อยของแม่ชีบุญเรือนอันลือชื่อ และผงพุทธคุณจาก หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เป็นต้น 

ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งมวลสารของภาคกลางเมื่อเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา และกฤตยาคมแฝดที่ได้รับการปลุกเสกจากหลวงพ่อทิม วัดช้างให้ และอธิษฐานจิตเพิ่มเติมจากแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ปี 2506 จึงเป็นผงมวลสารชั้นดี ควรค่าแห่งการแสวงหาบูชา เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลอย่างแท้จริง ผสมผงหลวงปู่ทวดปี 2497 ผงเก่าที่ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ผงมวลสารวัดช้างให้ ผงหลวงปู่ทวด วัดพะโคะ รวมกับผงสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หลวงปู่ทวดรุ่นนี้ เป็นสายตรงหลวงปู่ทวด เพราะนำผงหลวงปู่ทวดปี 2497 ผสมกับผงเก่าที่ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ปลุกเสกไว้ที่วัดสัมพันธวงศ์ วัดเอี่ยมวรนุช อุดไว้สร้างจำนวน 939 องค์


ที่มา   ข่าวสด

หลวงพ่อพูล อัตตรักโข พระเกจิแห่งวัดไผ่ล้อม

 
ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ช่วงบ่าย วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2548 เวลา 14.55 น. ถือเป็นวันแห่งความเศร้าสลดสำหรับบรรดาศิษยานุศิษย์ของ พระมงคลสิทธิการ หรือหลวงพ่อพูล อัตตรักโข เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม 

เมื่อพระเกจิชื่อดังแห่งวัดไผ่ล้อม ซึ่งเข้ารักษาอาการอาพาธด้วยโรคกระเพาะอาหารติดเชื้อและเสียเลือดในกระเพาะอาหารอย่างเฉียบพลัน ได้มรณภาพอย่างสงบ ด้วยวัย 94 ปี พรรษา 68

หลวงพ่อพูล มีนามเดิมว่า "พูล ปิ่นทอง" เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2455 ตรงกับปีชวด ร.ศ.131 เป็นปีที่ 3 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 บ้านเกิดอยู่เลขที่ 75 หมู่ 5 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม

เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม จบชั้นประถมปีที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2461 ได้ศึกษาการอ่านและเขียนอักษรขอมจากปู่แย้ม (ปู่แท้ๆ) ผู้มีภูมิรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และการแพทย์แผนโบราณ

ในวัยหนุ่ม ได้เข้ารับราชการทหารสังกัดทหารม้ารักษาพระองค์ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้รับยศสิบตรี 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2480 อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมืองนครปฐม มีพระครูอุตรการบดี (หลวงปู่สุข ปทุมสุวัณโณ) เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดมณี เจ้าอาวาสวัดพระงาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 




เริ่มต้นศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สอบได้นักธรรมตรี พ.ศ.2482 

ระหว่างนี้ ท่านให้ความสนใจศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนา ควบคู่กับการศึกษาวิชาจากคัมภีร์ต่างๆ จากปู่ ด้วยพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่ ทำให้ท่านศึกษาถ่ายทอดพุทธาคมได้อย่างรวดเร็ว

ที่วัดพระงามแห่งนี้ ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์พระเถระชื่อดังหลายรูปด้วยกัน อาทิ หลวงพ่อพร้อม พระเกจิอาจารย์รุ่นสงครามอินโดจีน ผู้ทรงคุณในด้านการสร้างพระปิดตาเนื้อทอง, หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นต้น

โดยเฉพาะหลวงพ่อเงินได้ให้ความเมตตาแก่ท่านเป็นพิเศษ ให้คำแนะนำสั่งสอนเรื่องการเจริญสมาธิภาวนา การเขียนอักขระเลขยันต์ การปลุกเสกวัตถุมงคล วิชาอาคมต่างๆ อย่างไม่หวงวิชา

เมื่อได้รับคำแนะนำสั่งสอนจนเกิดความมั่นใจแล้ว หลวงพ่อพูลจึงออกธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพร แสวงหาความวิเวกอยู่พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อ ลด ละ กิเลส อานิสงส์การธุดงควัตร ทำให้ท่านมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ สมาธิจิตสูง

พ.ศ.2490 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมว่างลง ท่านได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาส ต่อมา ปี พ.ศ.2492 จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ

สมัยท่านรักษาการเจ้าอาวาส เห็นว่าวัดไผ่ล้อมยังไม่มีอุโบสถ จึงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา ดำเนินการสร้างอุโบสถ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.2490 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2492

จากนั้น วัดไผ่ล้อมมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตามลำดับ ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อพูล

ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระ ชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 พระครูปุริมานุรักษ์ (หลวงพ่อพูล) วัดไผ่ล้อม อ.เมืองนครปฐม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระมงคลสิทธิการ 

แม้ท่านจะสังขารไปนานปี แต่คณะศิษยานุศิษย์ยังคงเข้ามากราบไหว้ท่านที่บรรจุอยู่ในโลงแก้วโดยมิขาดสาย 

เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ในฐานะประธานมูลนิธิหลวงพ่อพูล ได้จัด "พิธีย้ายสังขารหลวงพ่อพูล" ประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นการชั่วคราว 

ช่วงเช้าเวลา 06.09 น. ประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยเทพยดาผู้คุ้มครองสรีระพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล ประกอบพิธีเปลี่ยนผ้าครองที่สังขารหลวงพ่อพูล เวลา 07.09 น. เปิดโอกาสให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชน เข้ากราบสักการะสังขารหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ด้วยการก้มกราบน้อมศีรษะจรดแตะไปที่ปลายเท้าหลวงพ่อ เวลา 09.29 น. พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ถวายเครื่องสักการะสังขาร และกล่าวคำขอขมา-ขอย้ายสังขาร เจ้าหน้าที่ประกอบพิธีย้ายสังขารไปประดิษฐานที่ศาลาการเปรียญ พระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา บูชาสักการะสังขาร ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์สวดบังสุกุล และอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพรเป็นอันเสร็จพิธี


ที่มา   ข่าวสด

พระศาสดา-พระปิดตา 8ปีมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์



เมื่อปี 2533 มูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ครบรอบ 8 ปี ทางมูลนิธิได้ประทานกราบ ทูลขอพระเมตตา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จัดสร้าง "พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา พระปิดตา" โดยขอเชิญอักษรพระนาม ญสส ประทับไว้ด้านหลังพระเครื่อง

ในโอกาสดังกล่าว ทางมูลนิธิได้ขอ ประทานเชิญอักษรพระนาม "พร" ในสม เด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ประธานมูลนิธิประทับไว้ด้านหลังพระพุทธชินสีห์ โดยปรารภในมงคลสมัยทรงเจริญพระชนมายุครบ 65 พรรษา 

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธชินสีห์ จึงมีอักษรพระนามของสมเด็จ 2 พระองค์ ในการครั้งนี้โปรดประทานผงจิตรลดา-น้ำมนต์-ลงอักขระบนแผ่นทอง เพื่อนำไปหล่อหลอมตามโบราณนิยม พระคุณเจ้าที่เมตตากรุณาลงอักขระบนแผ่นทอง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สนิท) วัดปทุมคงคา พระธรรมวโรดม (นิยม) วัดชนะสงคราม พระราชพุทธิรังษี (วิเชียร) วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี

พระเทพเมธี (บุญนาก) วัดเศวตฉัตร กรุงเทพฯ พระครูเกษมธรรมานันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม พระครูฐาปนกิจสุนทร (หลวงพ่อเปิ่น) วัดบางพระ จ.นครปฐม พระครูศรีฉพังคสังวร (หลวงพ่อเริ่ม) วัดจุกกะเฌอ จ.ชลบุรี พระครูบรรหารศีลคุณ (หลวง พ่อแร่) วัดเชิดสำราญ จ.ชลบุรี พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) วัดพระรูป จ.สุพรรณ บุรี พระครูวิชาญชัยคุณ (หลวงพ่อสำราญ) วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท พระครูวิเศษภัทรกิจ (หลวงพ่อทองใบ) วัดสายไหม จ.ปทุมธานี พระครูนนทสิทธิการ (หลวงพ่อประสิทธิ์) วัดไทรน้อย จ.นนทบุรี พระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อวีระ) วัดปากน้ำ กรุงเทพ มหานคร พระโสภณสมาธิคุณ (หลวงพ่อเฟื่อง) วัดเจ้ามูล กรุงเทพมหานคร พระครูสุนทรธรรมานุศาสก์ (หลวงพ่อรวย) วัดท่าเรือ จ.ระยอง พระครูสุทธาภรณ์ (พระอาจารย์เก็บ) วัดสุทธาราม เป็นต้น

สำหรับ "พระผงพระศาสดา-พระปิดตา" นั้นคณะกรรมการนอกจากจะได้รับประทานผงจิตรลดาจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จแล้ว ยังได้ผสมผงล้วนแต่เป็นมงคลทั้งสิ้น พระเครื่องรุ่นนี้จะมีตัวหนังสือกำกับอยู่ 3 ตัวกล่าวคือ "อุ อ ม" อักษร 3 ตัวนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโปรดให้เชิญมาประทับในองค์พระที่จัดสร้างพร้อมด้วยอักษรพระนาม ญสส โดยความหมายแล้ว อุ อ ม หรือ ม อ อุ เป็นหัวใจพระไตรปิฎก หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และในศาสนาพราหมณ์ ม อ อุ เป็นคาถาสัญลักษณ์แทนพระเจ้าทั้ง 3 คือ พระพรหม พระวิษณุ พระอิศวร เมื่อรวมกันจะอ่านว่า "โอม"

นอกจากด้านหลังองค์พระที่จัดสร้างจะมี อุ อ ม แล้วยังมีข้อความว่า "อายุ วัณโณ สุขัง พลัง และ อโรคยา ปรมาลาภา" พร้อมทั้งมีชื่อ "คลีนิคศรีรัตนโกสินทร์" กำกับด้วยลายพระหัตถ์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ สำหรับพระพุทธชินสีห์นั้นอักษรพระนาม "ญสส" คงประทับอยู่ด้านหน้า กำกับด้วยพระคาถา "อุ อ ม" ล้อมรอบยันต์อุณาโลม เมื่อการจัดสร้างพระเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ประทานกราบทูลเพื่อทรงทราบ พร้อมทั้งขอประทานพระอนุญาตใช้พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสถานที่ประกอบพิธีอธิษฐานจิตบริกรรมปลุกเสก โปรดประทาน ณ วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2533 เวลาพระฤกษ์ 17.39 น. เป็นวันพระ แรม 14 ค่ำ เดือน 3 

พระเครื่องพระศาสดาจะมีโค้ด อักษรพระนามตอกอยู่ใต้ฐานองค์พระทุกองค์ สำหรับพระพุทธชินสีห์นอกจากจะมีอักษรพระนาม ญสส ตอกเป็นโค้ดแล้วยังมีหมายเลขตอกกำกับทุกองค์อีกด้วย 

ผู้ที่สนใจวัตถุมงคลดังปี 2533 ซึ่งประกอบด้วย พระชินสีห์ พระศาสดา และพระปิดตา ญสส ผลงานมูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ โดยทุนทรัพย์พึงมีพึงได้ทั้งหมดเพื่อจัดซื้อเครื่อง ล้างไตช่วยเหลือพี่น้องที่ป่วยเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 20 เครื่อง มีผู้เข้ารับการรักษา วันละ 60 ราย ซึ่งกองทุนล้างไตต้องใช้เงินกองทุนเงินบริจาคเดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท สอบถามที่วัดสุทธาราม สำเหร่ กรุงเทพฯ 


ที่มา   ข่าวสด

เหรียญหลวงพ่อสุด เหรียญหลวงพ่อสุด

 

หลวงพ่อสุด สิริธโร" หรือ "พระครูสมุทรธรรมสุนทร" อดีตเจ้าอาวาสวัดกาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พระเกจิชื่อดังจังหวัดสมุทรสาคร 

ท่านมีนามเดิม สุด สัตย์ตัง เป็นชาวอำเภอพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2445 

บรรพชา เมื่ออายุ 16 ปี ณ วัดกลาง อ.พนมไพร โดยมีพระครูเม้า เป็นพระอุปัชฌาย์ และอายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบท ณ วัดกลาง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2465 ได้รับฉายา สิริธโร

หลังจากนั้น จึงได้ออกธุดงค์เดินทางรอนแรมจากจังหวัดร้อยเอ็ด รอนแรมไปตามสถานที่ต่างๆ จวบจนมีชาวบ้านที่ตำบลกาหลง นิมนต์ท่านให้จำพรรษาอยู่ที่วัดกาหลง 

ในห้วงเดินท่องธุดงควัตร ท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนวิทยาคมจากพระเกจิชื่อดังหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อรุ่ง ติสสโร วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อคง ธัมมโชโต วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น

หลวงพ่อสุด มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจากการเป็นพระอาจารย์ของตี๋ใหญ่ จอมโจรชื่อดังในอดีต ด้วยร่ำลือกันว่าท่านเป็นคนมอบเครื่องรางของขลังให้ตี๋ใหญ่ ทำให้รอดพ้นแคล้วคลาดจากการถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าจับกุม

อีกทั้งท่านยังเป็นเกจิต้นตำรับยันต์ตะกร้อที่มีพุทธคุณด้านอยู่ยงคงกระพัน ยันต์ตะกร้อ เป็นยันต์ที่หลวงพ่อสุดได้จัดทำขึ้นมา ด้วยการปลุกเสกลงอาคม โดยใช้ภาษาขอม เขมร และลาว ได้รับความนิยมจากบรรดาสานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

พ.ศ.2517 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามพระครูสมุทรธรรมสุนทร

ท่านได้ร่วมกิจนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธา ภิเษกวัตถุมงคลมากมายหลายพิธี ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง โดยเฉพาะพิธีปลุกเสกพระพุทธ 25 ศตวรรษ 

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ได้มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2526 สิริอายุ 81 ปี 

หลวงพ่อสุด ได้เคยสร้างวัตถุมงคลมากมายที่ได้รับความนิยม อาทิ ยันต์ตะกร้อที่มีพุทธคุณด้านอยู่ยงคง กระพัน 

อีกทั้ง เคยจัดสร้างเหรียญวัตถุมงคลรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน คือ เหรียญหลวงพ่อสุด รุ่นปี 2506 หลังยันต์ตะกร้อ

เหรียญรุ่นนี้ จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดกาหลง เป็นเนื้อทองแดง จำนวนการสร้างไม่เกิน 5,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหู 

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อสุดครึ่งองค์หันหน้าตรง จารึกข้อความ "พระครูสมุทรธรรมสุนทร วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร" จากมุมซ้ายบนและขวา 

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์ตะกร้อประจำตัวหลวงพ่อสุด และอักขระคาถาอาคม ด้านบนยันต์ เขียนคำว่า "งานผูกพัทธสีมา" ใต้ยันต์ เขียนตัวเลข "๒๕๐๖"

เหรียญวัตถุมงคลของหลวงพ่อสุด มีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน

ปัจจุบันเหรียญรุ่นนี้หายาก เซียนพระและนักสะสมชื่อดังนิยมเก็บสะสมไว้ในครอบครอง ส่งผลให้สนนราคาเช่าหาบูชาขยับขึ้นสูงตามไปด้วย


ที่มา   ข่าวสด

พระพุทธรูปหลวงพ่อเงิน



"หลวงพ่อเงิน" ประดิษฐานอยู่ที่วัดปากน้ำบุ่งสระพัง ต.กุดลาด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 

เป็นพระพุทธรูปเนื้อเงิน ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง มีอายุประมาณ 700 ปี เป็นพระพุทธรูปประจำกองทัพ พระวอ-พระตา ในการสถาปนาเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย 

ขุดพบที่วัดป่าพระพิฆเณศวร์ เมื่อปี พ.ศ.2515 โดยการนิมิตของเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ (บุญจันทร์ จัตตสัลโล) ภายหลังลำแสงประหลาดพุ่งขึ้นใส่เครื่องบินทหารกองทัพอเมริกัน สมัยสงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2497-2518) 

ในราวปี พ.ศ.2228 เจ้าปางคำ แห่งนครเชียงรุ้ง ได้อัญเชิญหลวงพ่อเงินขึ้นเป็นพระชัยหลังช้างประจำกองทัพ ตามธรรมเนียมนักรบโบราณ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ และได้ย้ายเมืองมาอยู่ที่หนองบัวลุ่มภู สร้างนคร เขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน 

ต่อมา ราวปีพุทธศักราช 2314 พระเจ้าสิริบุญสารได้เสด็จขึ้นครองราชย์นครเวียงจันทน์ เกิดหวาดระแวงเจ้าพระวอ-เจ้าพระตา จะเป็นกบฏ จึงได้ยกทัพมาตีนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ทำให้เจ้าพระตาถึงแก่อสัญกรรม ในสมรภูมิรบเจ้าพระวอผู้น้องขึ้นเป็นผู้นำกองทัพ และได้อพยพประชาชนมาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ค่ายบ้านดอนมดแดง สร้างเมืองอุบล ราชธานีศรีวนาลัย 

ภายหลัง เจ้าพระวอถูกฝ่ายเวียง จันทน์ตามโจมตี จนถึงแก่อสัญกรรมที่ค่ายบ้านคู่บ้านแก เขตนครจำปาศักดิ์ ฝ่ายท้าวคำผงผู้บุตรเจ้าพระตา ได้ขึ้นเป็นผู้นำกองทัพ เห็นว่าค่ายบ้านดอนมดแดง จะต้านทานกองทัพเวียง จันทน์ไม่ไหว จึงได้ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ทรงรับสั่งให้พระ บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้า พระ ยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพไปช่วยเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย โดยให้ท้าวคำผงเป็นทัพหน้า นำทัพขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ จนประสบชัยชนะ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางสู่สยามประเทศ 

การศึกครั้งนั้น ทำให้หลวงพ่อเงินเป็นที่ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ต่อกองทัพกรุงธนบุรี ท้าวคำผงเกรงจะถูกอัญเชิญสู่นครหลวง เช่น พระพุทธรูปที่สำคัญของหัวเมืองต่างๆ จึงฝังเก็บรักษาไว้ใต้ดิน จนเวลาผ่านไปกว่า 200 ปี 

ต่อมา ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ ได้นิมิตถึงตาชีปะขาว บอกว่ามีพระพุทธรูปประจำทัพเจ้าเมืองเก่า ถูกฝังอยู่ใต้ดินอยากให้นำขึ้นมารักษาไว้ เพื่อเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา ให้ลูกหลานได้เคารพสักการบูชาสืบไป 

ท่านจึงนำชาวบ้านไปขุด ก็พบแผ่นศิลา 4 เหลี่ยม ถูกจัดไว้ในลักษณะหีบ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อเงินบริสุทธิ์ ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดปากน้ำ ตราบจนถึงปัจจุบัน


ที่มา   ข่าวสด

หลวงพ่อแพ เขมังกโร อมตะเถระวัดพิกุลทอง



"พระธรรมมุนี" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อแพ เขมังกโร" เป็นพระเกจิอาจารย์ อมตะเถระชื่อดังแห่งวัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

ท่านมีนามเดิมว่า แพ ใจมั่นคง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2448 ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ 93/3 หมู่ที่ 3 ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเทียนและนางหน่าย ใจมั่นคง มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 4 คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง

เมื่ออายุได้ 8 เดือน โยมมารดาผู้ให้กำเนิดได้ถึงแก่กรรม ดังนั้น นายบุญและนางเพียร ขำวิบูลย์ สามีภรรยาซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ได้ขอเด็กชายรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม

อายุ 11 ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรม ได้นำเด็กชายแพไปฝากอยู่วัดกับสำนักอาจารย์ป้อม เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม พออายุครบ 14 ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรมได้ส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ 

ท่านได้เข้าพิธีบรรพชา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2463 ณ วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง (ในขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงคราม ตามเดิม จนเมื่อปี พ.ศ.2466 สามารถสอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้ 

นอกจากนี้ ท่านยังสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค จากนั้นท่านได้ไปเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยเป็นศิษย์ของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

สามเณรแพ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ในวันพุธที่ 21 เมษายน 2469 ณ พระอุโบสถ วัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ในปี พ.ศ.2474 พระอาจารย์หยด พวงมสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ลาสิกขา ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ชาวบ้านพิกุลทองและชาวบ้านจำปาทองจึงได้นิมนต์ให้พระแพ มารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ในเดือนเมษายน 2474 

ท่านเห็นว่าวัดพิกุลทองเป็นวัดบ้านเกิดเมืองนอน ตอนนี้เสนาสนะชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2440 

หลวงพ่อแพ ได้ตัดสินใจสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ในวันเพ็ญเดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา เพื่อให้เพียงพอสำหรับพระภิกษุและสามเณรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และในวันสำคัญในศาสนา ประชาชนจะได้มีโอกาสเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลในพระอุโบสถได้มากขึ้นด้วย

ด้านการศึกษาท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม เปิดสอนแผนกธรรมและบาลีขึ้น ในวัดพิกุลทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2482 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลถอน สมอ พ.ศ.2483 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระอุปัชฌาย์ และเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง พ.ศ.2484 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอท่าช้าง

พ.ศ.2525 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2484 ได้รับพระราช ทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่ พระครูศรีพรหมโสภิต พ.ศ.2515 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม 

พ.ศ.2521 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระสุนทรธรรมภาณี

พ.ศ.2530 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชสิงหคณาจารย์

พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนชั้นสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพสิงหบุราจารพ.ศ.2539 นเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมมุนี

หลวงพ่อแพ เป็นพระเถราจารย์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างขึ้นทุกรุ่นนั้นปรากฏพุทธคุณเข้มขลังในทุกด้าน ล้วนได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีประสบการณ์มากมาย 

ตลอดชีวิตของหลวงพ่อแพ ท่านได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างอเนกอนันต์ และได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยากตลอดมา 

จนได้รับความเคารพยกย่องถึงกับมีการขนานนามท่านว่า "เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย"

เมื่อวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 หลวงพ่อแพ ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ ห้อง 901 ชั้น 9 อาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร 94 ปี โรงพยาบาลสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สิริอายุ 94 พรรษา 73 

ปัจจุบัน วัดพิกุลทอง ยังคงประดิษฐานสรีระของหลวงพ่อแพเอาไว้ เพื่อให้ญาติโยมและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้สักการบูชาตลอดมา


ที่มา   ข่าวสด

วัดโมลีโลกยาราม



"วัดโมลีโลกยาราม" เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นวัดโบราณ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เรียกกันว่า "วัดท้ายตลาด" เพราะอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรี 

สมัยกรุงธนบุรีเขตวัดนี้ถูกรวมเข้าไปในเขตพระราชวัง จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์ตลอดสมัย

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 1 จึงทรงนิมนต์พระมาจำพรรษาอยู่ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงขนานนามใหม่ว่า "วัด พุทไธศวรรย์" ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอาราม ทรงเปลี่ยนนามใหม่อีกว่า "วัดโมลีโลกสุทธาราม" ต่อมาเรียกกันสั้นๆ ว่า "วัดโมลีโลก" 

ภายหลังต้องการให้มีคำว่าอารามอยู่ท้ายจึงต่อว่า "โมลีโลกยาราม"




ในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) เป็นพระราชาคณะวัดโมลีโลกฯ ที่ทรงคุณธรรม และสมัยนั้นสถานที่ศึกษาวิชาการอยู่ตามวัด พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อทรงพระเยาว์จึงเสด็จไปศึกษาอักษรสมัยเบื้องต้นในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ซึ่งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพุทธโฆษาจารย์หลายพระองค์ นับแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทำผาติกรรมย้ายพระตำหนักแดงไปสร้างเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงบูรณปฏิ สังขรณ์ และทรงสร้างกุฏิตึกพระ ราชทานเจ้าอาวาสวัดโมลีโลกฯ แทนพระตำหนักแดง 

นอกจากนี้ ทรงปฏิสัง ขรณ์ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุตลอดทั้งพระอาราม 

วัดโมลีโลกยาราม ตั้งอยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้า พระยา ติดกับกองทัพเรือ ปากทางเข้าเป็นซอยในชุมชนวัดโมลีฯ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความเงียบสงบ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมีความเรียบง่าย ในช่วงกลางวัน มีความคึกคักจอแจบ้าง แต่ในช่วงเย็น จนถึงช่วงกลางคืน บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างจะเงียบเหงา

สำหรับต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกภายในวัด มีอยู่ไม่มากนัก บริเวณด้านหน้าวัด เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ มีความสวยงามและสะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบการทำความสะอาดเป็นอย่างดี ส่วนศาลาริมท่าน้ำ มีความสะอาด แสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่เป็นอย่างดี

แต่ด้วยความที่วัดโมลีโลกยาราม กำลังดำเนินการซ่อม แซมเสนาสนะศาสนสถานภายในวัดบางส่วน ทำให้มีเศษฝุ่นผงคละคลุ้งไปบ้าง

เชื่อว่าภายหลังจากดำเนินการซ่อมแซมบูรณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางวัดคงจัดการทำความสะอาดอย่างแน่นอน

จึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลด้วย

ที่มา   ข่าวสด

"รูปเหมือนพระสังฆราช" ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชฯ



โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ประทานอนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อจัดหารายได้สมทบทุนสร้างหอสมุดเฉลิม พระเกียรติฯ 

สำหรับ โรงเรียนรัตนโก สินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522 แรกเริ่มใช้ชื่อว่า "โรงเรียนบวรนิเวศศาลายา" เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2524 ตั้งแต่ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมาจนถึง พ.ศ.2525 โรงเรียนก็ยังไม่ได้เปิดรับนักเรียนเนื่องจากมีปัญหาที่ดินจะก่อสร้างโรงเรียน

ต่อมาวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2525 รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี และได้กำหนดให้โรงเรียนนี้เป็นอนุสรณ์ในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยโรงเรียนหนึ่งจึงได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็นครั้งที่ 3 ว่า "โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา" และเปิดรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา ซึ่งกรมสามัญศึกษา ได้แต่งตั้งให้นายอนันต์ คงถาวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรนิเวศมารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ ซึ่งในระยะแรก ได้อาศัยโรงเรียนวัดสาลวันเป็นสถานที่เรียนชั่วคราว พร้อมกันนี้ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนแบบพิเศษเป็นแบบรัตน โกสินทร์สมโภช 4 ชั้น 20 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง




ในปีการศึกษาแรกมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ห้องเรียน นักเรียน 177 คน ครู-อาจารย์ 11 คน สำหรับการบริหารราชการนั้นให้ขึ้นตรงต่อกรมสามัญศึกษา (ต่อมา วันที่ 20 กรกฎาคม 2525 กระทรวงได้สั่งให้การบริหารราชการขึ้นตรงต่อจังหวัดนคร ปฐม) ในปีการศึกษา 2526 โรงเรียนได้รับนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 9 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 335 คน ครู-อาจารย์ 17 คน แต่ยังอาศัยอาคารเรียนของโรงเรียนวัดสาลวันเช่นเดิมอยู่ 

ในปีการศึกษา 2527 อาคารเรียนแห่งใหม่ได้สร้างเสร็จจึงได้ย้ายมาเรียน ณ โรงเรียนปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นที่ดินของวัดบวรนิเวศวิหาร เนื้อที่ 80 ไร่ 64 ตารางวา หลังจากที่ได้ย้ายมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้ การพัฒนาโรงเรียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำนวนนักเรียน ครู-อาจารย์ ได้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับนักเรียนปีละ 1 ชั้นเรียน จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6




ขอในสมัยผู้อำนวยการ จงพิศ กันหลง ต่อมาชื่อโรงเรียนจึงมี "ในพระสังฆราชูปถัมภ์" ต่อท้ายเพื่อเป็นมงคลนาม 

ในปีการศึกษา 2535 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้โรงเรียน สังกัดส่วนกลางกลุ่ม 9 กองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนหนึ่งในโรงเรียนสี่มุมเมืองที่กรมสามัญศึกษาจัดเข้าโครงการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบ 200 ปี

นายสามารถ รอดสำราญ ผู้อำนวยการ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สำหรับวัตถุมงคลที่จัดสร้างในครั้งนี้ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ ขนาดบูชาหน้าตัก 5 นิ้ว รูปสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ขนาดบูชาหน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อสัตตโลหะ เนื้อทองเหลือง เนื้อทองเหลืองรมดำ พระรูปเหมือนหล่อลอยองค์สมเด็จพระญาณสังวรฯ เนื้อทองคำ เนื้อนวโลหะผสมทองคำ และเนื้อทองเหลือง ล็อกเกตพระรูปสมเด็จพระญาณสังวรฯ จัดสร้างเป็นล็อกเกตฉากทองหลังทองคำ ฉากทองหลังเงิน ฉากฟ้าหลังกะไหล่ทอง และชุดกรรมการจัดสร้างพิเศษ จำนวน 199 ชุด วัตถุมงคลทุกรายการตอกโค้ดและหมายเลขกำกับ

วัตถุมงคลชุดดังกล่าวได้ประกอบพิธี เททองเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2553 เวลา 15.09 น. ณ มณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุเทพ ตั๊นประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยในพิธีเททองพราหมณ์ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ พระเกจิอาจารย์นั่งบริกรรมภาวนาตลอดพิธี ได้แก่ หลวงพ่อชุบ วัดวังกระแจะ จ.กาญจนบุรี, หลวงพ่อแถม วัดช้างแทงกระจาด จ.เพชรบุรี, หลวงพ่อนงค์ วัดวังยาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่ จ.สมุทร สงคราม พิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กำหนดวันที่ 26 มกราคม 2554 เวลา 14.19 น. 

ผู้มีจิตศรัทธาจะบูชาวัตถุมงคลติดต่อสั่งจองได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ที่มา   ข่าวสด

เหรียญหลวงพ่อทอง



พระศีลมงคล หรือที่รู้จักกันดีในนาม "หลวงพ่อทอง สีลสุวัณโณ" แห่งวัดสำเภาเชย จ.ปัตตานี สุดยอดพระเกจิอาจารย์อาวุโสชื่อดังแดนใต้

ปัจจุบันอายุ 93 ปี พรรษา 76 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เจ้าคณะอำเภอปะนาเระ และเจ้าอาวาสวัดสำเภาเชย 

อัตโนประวัติ เดิมชื่ออินทอง ศรีชาติ เกิดวันที่ 5 เมษายน 2461 ปีมะแม ได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ณ วัดดอนตะวันออก ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยมีพระครูวิธานวัตต์ (คง) เจ้าคณะตำบลปะนาเระ และเจ้าอาวาสสำเภาเชย เป็นพระอุปัชฌาย์ 

"หลวงพ่อทอง" เคยร่วมกับพระอาจารย์ ทิมในการปลุกเสกหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี รุ่นแรกปี 2497 อันโด่งดัง สนน ราคาเล่นหาองค์ละหลักแสนหลักล้านอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อทองเอง ทุกรุ่นล้วนได้รับความนิยม

ล่าสุดวัตถุมงคลที่กำลังสร้างกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ได้แก่ หลวงพ่อทวด-หลวงพ่อทอง รุ่นอริยทรัพย์ ที่มีรูปแบบพิมพ์สวยงาม สร้างน้อย และพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม มีโชคลาภ ค้าขายร่ำรวย และแคล้ว คลาดปลอดภัย

วัตถุมงคลรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อนำรายได้สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมศีลมงคล ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ที่พักสงฆ์วิสุทธาวาส วัดสุทัศนเทพวราราม จ.สุพรรณบุรี จัดสร้างไว้หลายรูปแบบทั้งเหรียญรูปไข่, เหรียญเสมา, เหรียญน้ำเต้า, รูปหล่อบูชา, รูปหล่อลอยองค์ (เบตง) พระปิดตา 

ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ "เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อทองครึ่งองค์" ลายเซ็นรุ่นแรก พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ ลักษณะทรงรูปไข่มีห่วง ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อทอง ครึ่งองค์หน้าตรง บริเวณหน้าอกมีลายเซ็นหลวงพ่อทอง จารึกชื่อว่า "พระศีลมงคล" ที่สังฆาฏิด้านบนหน้าอกขวามีอักขระขอมคำว่า "ทอง" และตอกโค้ดอักขระขอมคำว่า "ทอง" ด้านล่างเหรียญเขียนว่า "รุ่นแรก" 

ด้านหลังเหรียญตรงกลาง เป็นยันต์เอกลักษณ์ประจำตัวของหลวงพ่อทอง คือ ยันต์กำเนิด ใต้ยันต์ลงมาตอกเลขกำกับเหรียญ ด้านบนเหรียญเขียนว่า "วัดสำเภาเชย" ด้านล่างเขียนว่า "อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี พ.ศ.๒๕๕๒"

เหรียญนี้สร้างจำนวนน้อย มีทั้งหมด 8 เนื้อ ประกอบด้วย 1.เนื้อทองคำ 2.เนื้อเงินลงยาพื้นสีแดง 3.เนื้อเงินลงยาพื้นสีน้ำเงิน 4.เนื้อเงินลงยาพื้นสีเขียว 5.เนื้อเงิน 6.เนื้อนวโลหะ เต็มสูตร 7.เนื้อทองเหลือง 8.เนื้อทองแดงรมดำ 

ผ่านพิธีปลุกเสกใหญ่ถึง 3 วาระ คือ วาระแรก ที่วัดศาลาแดง กรุงเทพฯ วันที่ 27 กันยายน 2552 มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมปลุกเสก อาทิ หลวงพ่อคง วัดเขากลิ้ง จ.เพชรบุรี, หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงปู่จันทร์แรม วัดเกาะแก้ว จ.บุรีรัมย์, หลวงปู่คำบ่อ วัดใหม่บ้านตาล จ.สกลนคร เป็นต้น 

วาระที่ 2 ที่วัดสุทัศนเทพวราราม วันที่ 23 มกราคม 2553 สมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ (วีระ ภัททจารี) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ จุดเทียนชัย และวาระครั้งสุดท้าย หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย เมตตานั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว ณ วัดสำเภาเชย วันที่ 21 สิงหาคม 2553 พร้อมทั้งได้ทำลายบล็อกพระชุดนี้ 

สนใจบูชาได้ที่วัดสำเภาเชย หรือศูนย์พระเครื่องทั่วไป



ที่มา   ข่าวสด

เหรียญหลวงพ่อแพ


'พระธรรมมุนี' หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'หลวงพ่อแพ เขมังกโร' เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

หลวงพ่อแพ เกิด ณ บ้านสวนกล้วย หมู่ 8 ต.ดอนสมอ อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ประมาณปี 2452 ส่วนเรื่องวัน-เดือน-ปีเกิด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เนื่องจากโยมบิดามารดาของท่าน เสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็ก ได้ตั้งชื่อว่าแพ 

ต่อมา ท่านได้เป็นบุตรบุญธรรมของนายบุญและนางเพียร ขำพิบูลย์ ชาววัดใหม่ อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี (วัดใหม่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดพิกุลทอง)

อายุประมาณ 14 ปี พ่อแม่บุญธรรมได้นำตัวไปฝากกับพระอาจารย์เขมร ณ วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียนด้านพระปริยัติธรรมและบรรพชาจนสามารถสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค 

จากนั้นท่านได้ไปเล่าเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยเป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

เมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ในวันพุธที่ 21 เมษายน 2469 ณ พระอุโบสถวัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "เขมังกโร" แปลว่า "ผู้ทำความเกษม"

หลังจากอุปสมบทได้เดินทางกลับสู่วัดชนะสงคราม เพื่อ ตั้งใจศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรมให้ได้ในระดับสูงที่สุด สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

ในปี พ.ศ.2474 พระอาจารย์หยด เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ลาสิกขา ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ชาวบ้านพิกุลทองและชาวบ้านจำปาทองจึงนิมนต์ให้พระแพ มารับเป็นเจ้าอาวาส 

หลวงพ่อแพ ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73 

วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างปลุกเสก ล้วนแต่มีพุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยม ค้าขายของดี แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน

โดยเฉพาะ เหรียญหลวงพ่อแพรุ่นแรก จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.2502 เหรียญดังกล่าว เป็นเหรียญรูปไข่รูปเหมือน ปั๊มตัด ทีเดียว มีหู ลักษณะเป็นเนื้อทองแดงและทองแดงกะไหล่ทอง 

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อแพครึ่งองค์หันหน้าตรง ยกขอบเรียบ ขอบโค้งด้านบนรูปเหมือน เขียนคำว่า "หลวงพ่อพระครูศรีพรหมโสภิต"

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์อักขระ ใต้ยันต์เขียนคำว่า "วัดพิกุลทอง"

หลวงพ่อแพยังได้จัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลออกมาอีกหลายรุ่น แต่รุ่นที่บรรดานักสะสมนิยมวัตถุมงคลต่างเสาะแสวงหากัน คือ เหรียญรุ่นแรก

ด้วยเพราะมีประสบการณ์มากมายให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์

ที่มา ข่าวสด

บทความทั้งหมด